โรคอันตราย ทำให้ขาบวม เท้าบวม เกิดจากอะไร ?!!

โรคอันตราย เท้าบวม - wellhealthcare

อาการขาบวมถือเป็นสัญญาณหนึ่งของหลายๆ โรคค่ะ โดยอาการขาบวม เท้าบวม สามารถเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าเป็นเรากำลังเป็นโรคต่างๆ ได้ ซึ่งหากใครที่ตอนนี้กำลังมีอาการดังที่กล่าวมาให้ระวังว่าอาจจะเป็น โรคอันตราย ดังต่อไปนี้ โรคอันตรายที่ทำให้ขาบวม เส้นเลือดดําที่ขาอุดตัน โดยปกติ หัวใจของเราจะบีบตัวเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปทางเส้นเลือดแดงเข้าไปยังอวัยวะต่างๆ อย่างเช่นแขนขา ซึ่งเมื่อไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ แล้ว เลือดก็จะไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจทางเส้นเลือดดำ หากเส้นเลือดดำที่ขาของเรามีการอุดตัน เลือดก็จะกลับเข้าสู่หัวใจไม่ได้และจะค้างอยู่บริเวณขา ทำให้ขาของเราบวมขึ้น โดยสาเหตุของการเกิดโรคอันตรายนี้ก็ได้แก่ การมีลิ่มเลือดอุดตันหรือเกิดจากการมีสิ่งแปลกปลอมไปกดบริเวณเส้นเลือดไว้ทำให้เส้นเลือดมีอาการตีบตันได้ โรคนี้จำเป็นที่จะต้องรีบไปพบแพทย์เพราะสามารถเป็นต้นเหตุนำไปสู่อาการช็อกหัวใจวายได้เลยค่ะ ต่อมน้ำเหลืองอุดตัน นอกจากที่ขาจะมีเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำแล้ว ยังมีต่อมน้ำเหลืองด้วยค่ะ ซึ่งถ้าเกิดอาการต่อมน้ำเหลืองอุดตันขึ้นมาก็จะทำให้เรามีอาการขาบวมเท้าบวมได้ โดยโรคต่อมน้ำเหลืองอุดตันนี้ก็สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ โรคมะเร็งหรือว่าจากการฉายแสง ซึ่งอาการขาบวมเท้าบวมจากโรคนี้มักจะบวมข้างเดียว ถ้าเรามีอาการขาบวมข้างเดียวให้รีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ ขาอักเสบติดเชื้อ โรคอันตรายนี้เกิดจากการที่ขาหรือว่าเท้าของเรามีการติดเชื้อ ซึ่งส่วนมากจะเป็นเชื้อแบคทีเรียโดยอาจจะเกิดการติดเชื้อจากบาดแผล ซึ่งจะทำให้ขาของเราอักเสบและมีอาการบวม และนอกจากจะบวมแล้วก็จะมีอาการปวด แดง รู้สึกร้อนขึ้นมาได้ด้วยค่ะ อาการขาอักเสบติดเชื้อถือเป็นอีกอาการที่ต้องระวัง โดยเฉพาะในคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ แนะนำว่าให้ไปพบแพทย์ค่ะ เพราะการปล่อยให้อักเสบโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อทางกระแสเลือดได้และทำให้เสียชีวิตได้เลยค่ะ โรคหัวใจ หัวใจของเรามีหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าหัวใจของเราทำงานผิดปกติหรือว่าทำงานน้อยลงก็จะส่งผลทำให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้น้อยลง ซึ่งในกรณีแบบนี้อาจจะทำให้เลือดคั่งในปอด ส่งผลให้น้ำท่วมปอดหรือเกิดเป็นอาการขาบวมก็ได้หากมีเลือดคั่งที่บริเวณขา […]

โรคข้อเข่าเสื่อม ควรกินอะไรดีที่ช่วยให้ข้อเข่าแข็งแรง

โรคข้อเข่าเสื่อม - wellhealthcare

โรคข้อเข่าเสื่อม สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมากเลยค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ป่วยเดินไม่ถนัดแล้ว ยังสร้างความเจ็บปวดได้ด้วย โดยโรคนี้เกิดจากการที่กระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่าเกิดอาการสึกหรอ ฉีกขาดและเสื่อมสภาพ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเข่า เกิดการอักเสบในข้อเข่า หากปล่อยไปนาน ๆ จนมีอาการมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะรู้สึกเจ็บปวดเวลาก้าวเดิน รวมถึงงอเข่าหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุดค่ะ ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนมากมักเป็นผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะมีเรื่องของฮอร์โมน กระดูกและกล้ามเนื้อมาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคค่ะ ซึ่งโรคนี้นอกจากจะพบในผู้สูงอายุแล้วในปัจจุบันก็ยังพบในคนที่อายุน้อย ๆ ด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีหากเราจะป้องกันด้วยเองไว้เสียแต่เนิ่น ๆ ซึ่งหนึ่งในวิธีการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมก็คือการเลือกกินอาหารที่สามารถช่วยป้องกันโรคนี้ได้ เพราะหากได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ก็จะเป็นการช่วยเสริมให้ข้อกระดูกรวมถึงกล้ามเนื้อของเราแข็งแรงได้ค่ะ อาหารช่วยป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม เนื้อปลาทะเล เพราะเนื้อปลาทะเลมีสารอาหารสำคัญคือโอเมก้า 3 โดยโอเมก้า 3 นี้สามารถที่จะช่วยบำรุงข้อต่อกระดูกให้แข็งแรง ช่วยลดการอักเสบในข้อเข่า และช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าได้ค่ะ ซึ่งนอกจากเนื้อปลาทะเลแล้ว โอเมก้า 3 ยังมีมากในถั่วและเมล็ดพืช เช่น วอลนัท เมล็ดฟักทอง เมล็ดแฟลกซ์ รวมถึงยังมีมากในไข่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพดและน้ำมันงา แครอท แครอทและผักที่มีสีสีนต่าง ๆ มีสารอาหารที่สำคัญคือเบต้าแคโรทีนค่ะ ซึ่งเบต้าแคโรทีนสามารถที่จะช่วยบำรุงข้อต่อต่าง ๆ […]

คอลลาเจน สำหรับวัย 40+ ช่วยบำรุงกระดูกและข้อ ลดอาการปวดข้อ ปวดเข่า

คอลลาเจน - wellhealthcare

วัย 40+ กินคอลลาเจนตัวไหนดี? เข้าสู่วัยเลข 4 อะไรๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไปค่ะ ไหนจะผิวพรรณ ไหนจะเรื่องกระดูกข้อเข่าที่ก็เริ่มจะเสื่อมลงเรื่อยๆ แต่อย่าได้ปล่อยผ่านไปนะคะ มาบำรุงกระดูกและข้อด้วย คอลลาเจน สำหรับวัย 40+ กันดีกว่า! ต้องบอกว่าเมื่อเราอายุย่างเข้าเลข 2 ปลายๆ จนถึงเลข 3 ร่างกายของเราจะสูญเสียคอลลาเจนมากขึ้นทุกปีค่ะ และปัญหารอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับกระดูกก็จะเริ่มถามหา ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดข้อ ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อมก็ถามหาได้ง่ายๆ ซึ่งการกินอาหารเสริมอย่างคอลลาเจน ก็จะช่วยเติมเต็มส่วนที่เสียไปได้ งานนี้วัย 40+ จะกินคอลลาเจนตัวไหนดีนะ เพื่อบอกลาปัญหากระดูกและข้อเข่าทั้งหลาย ตาม Wellhealthcare มาดูกันได้เลยค่า Nabi Collagen + Calcium + VitC สำหรับคอลลาเจนตัวนี้เค้ามีส่วนผสมเด่นๆ ที่ใส่เพิ่มมา 2 ตัวด้วยกันค่ะ คือ Calcium L-Threonate ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ช่วยบำรุงกระดูก มีส่วนในการช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เสริมสร้างคอลลาเจนที่มีในกระดูก ยับยั้งการสลายตัวของมวลกระดูกได้เป็นอย่างดี และมีส่วนผสมของวิตามินซี ที่นอกจากจะมาช่วยลดเลือนรอยสิว […]

สารให้ความหวาน ทดแทนน้ำตาล ที่พบได้บ่อย มีอะไรบ้าง แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร

สารให้ความหวาน ทดแทนน้ำตาล - wellhealthcare

สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานหรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการลดน้ำตาลในร่างกาย การเลือกใช้สารทดแทนความหวานถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพค่ะ เพราะสารทดแทนความหวานนั้นให้พลังงานต่ำกว่าน้ำตาลหลายเท่าและในปัจจุบันนี้ก็ถูกพัฒนามาหลายชนิดให้เราเลือกใช้กัน แต่ถึงอย่างไรการใช้สารเหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ วันนี้เรามาดูกันว่าสารให้ความหวาน ทดแทนน้ำตาลนั้นมีกี่ประเภท และเราควรจะบริโภคอย่างไรให้ปลอดภัยกับร่างกายค่ะ ประเภทของสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล สารให้ความหวาน ทดแทนน้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลหรือเรียกอีกอย่างว่าน้ำตาลเทียม เช่น แอสปาแตม สตีวีโอไซด์ (หญ้าหวาน) ซูคราโลส สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลที่ให้พลังงงานต่ำ ส่วนมากสารในกลุ่มนี้จะเป็นจำพวกน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น แมนนิทอล ไซลิทอล ซอร์บิทอล สารให้ความหวาน ทดแทนน้ำตาลที่พบได้บ่อย Saccharin แซคคารินหรือขัณฑสกร ถือเป็นสารให้ความหวาน ทดแทนน้ำตาลชนิดแรก ๆ ที่ออกมา เนื่องจากเป็นสารให้ความหวานที่ทนต่ออุณหภูมิสูงจึงนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารหลายประเภท เช่น ผลไม้แปรรูป แยม ขนมหวานและเครื่องดื่มต่าง ๆ ปัจจุบันองค์การอาหารและยา (อย.) ไม่อนุญาตให้ใช้สารชนิดนี้แล้วเนื่องจากสามารถก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้ Sucralose ซูคาโลส ถือเป็นสารให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 600 เท่า ทนต่อความร้อนได้สูงถึง 200°C สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย รสชาติดี ไม่ขม โดยในปัจจุบันเราสามารถพบเจอซูคาโลสเป็นส่วนประกอบในอาหารมากมาย เช่น น้ำผลไม้กระป๋อง เครื่องดื่มบางชนิด ข้อดีคือเป็นสารให้ความหวานที่ร่างกายดูดซึมได้น้อย แต่ข้อเสียคือหากบริโภคมากเกินไปก็อาจเสี่ยงต่อภาวะฮอโมนไทรอยด์ต่ำได้ […]

อาหารบำรุงปอด ช่วยเสริมสุขภาพปอด ชะลอความเสื่อม ต้านมลภาวะและไวรัสตัวร้าย

อาหารบำรุงปอด - wellhealthcare

ในช่วงที่ไวรัสโควิดกำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่เราพอจะทำได้นอกจากการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการรับเชื้อแล้ว การเลือกกินอาหารเพื่อบำรุงก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ เพราะเมื่อปอดแข็งแรงไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคไม่ให้หนักได้แล้ว ยังส่งผลดีกับสุขภาพของเราในกรณีที่ไม่ติดเชื้อโควิดด้วย ไม่เพียงแต่เรื่องโควิด-19 เท่านั้น ในกรณีที่เราอยากจะฟื้นฟูสุขภาพปอด อย่างเช่นในคนที่เพิ่งผ่าตัด เพิ่งถอดเครื่องช่วยหายใจ การที่เรามีปอดแข็งแรงก็สามารถที่จะช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือดได้และทำให้ร่างกายแข็งแรงได้เร็วขึ้นค่ะ ดังนั้นวันนี้ Wellhealthcare จึงจะมาแนะนำอาหารบำรุงปอด ที่ช่วยเสริมสุขภาพปอดของเราให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยังสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของปอดในกลุ่มคนสูงอายุได้ด้วยค่ะ อาหารบำรุงปอด เสริมสุขภาพปอด ชะลอความเสื่อม บลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่สามารถที่จะช่วยเพิ่มการทำงานของปอดได้ โดยในบลูเบอร์รี่นั้นมีสารที่ชื่อว่าแอนโทไซยานินซึ่งสารชนิดนี้ก็เป็นอีกชนิดที่มีประโยชน์ต่อปอดได้ค่ะ นอกจากในบลูเบอร์รี่จะมีสารชนิดนี้มากแล้ว เรายังสามารถกินข้าวไรซ์เบอร์รี่ องุ่น ดอกอัญชัน กะหล่ำม่วงและลูกหม่อนก็ได้ค่ะ แอปเปิ้ล แอปเปิ้ลก็จัดเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงปอดได้ค่ะ ยิ่งสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ การกินแอปเปิ้ลเป็นประจำสัปดาห์ละอย่างน้อย 5 ผล สามารถที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดได้ดีมากกว่าผู้ที่ไม่ได้กินแอปเปิ้ลค่ะ บีทรูท บีทรูทที่เราเห็นบ่อย ๆ ตามร้านขายน้ำผักผลไม้ปั่น สามารถที่จะช่วยบำรุงปอดของเราได้ค่ะ จากงานวิจัยพบว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ เมื่อดื่มน้ำบีทรูทสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารที่ชื่อว่าไนตริกออกไซด์ สามารถที่จะช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ปอดได้มากขึ้น ส่งผลให้ปอดสามารถฟอกออกซิเจนได้ดีขึ้นค่ะ ฟักทอง ในฟักทองมีสารที่ชื่อว่าอัลฟ่าแคโรทีนและเบต้าแคโรทีน ซึ่งนอกจากจะมีมากในฟักทองแล้วในมะเขือเทศก็มีมากเช่นกันค่ะ สารอัลฟ่าแคโรทีนและสารเบต้าแคโรทีนนั้นสามารถที่จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพของปอดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกกำลังกาย การกินฟักทองเป็นประจำก็จะช่วยชะลอความเสื่อมของปอดได้ค่ะ พริกหวาน พริกหวาน ส้มและมะนาว คืออาหารบำรุงปอดที่มีวิตารมินซีสูงมากค่ะ ซึ่งวิตามินซีก็เป็นอีกสารอาหารหนึ่งที่ช่วยบำรุงปอดของเราได้ เพราะวิตามินซีสามารถที่จะช่วยเสริมสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ […]

โรคอัลไซเมอร์ อาการเริ่มต้น ขี้ลืมแบบนี้ ใช่โรคสมองเสื่อมหรือเปล่า

โรคอัลไซเมอร์ - wellhealthcare

อัลไซเมอร์ โรคที่ทำให้ผู้ป่วยหลงลืมเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากการหลงลืมแบบปกติค่ะ เพราะโรคนี้เกิดจากความเสื่อมของสมอง เซลล์ในสมองตายหรือไม่ทำงาน จึงทำให้สมองส่วนที่เหลือทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งโรคนี้มักพบมากในผู้สูงอายุค่ะ อาการของโรคอัลไซเมอร์นั้นต่างจากการหลงลืมแบบปกติ ดังนั้นหากเราหมั่นสังเกตผู้สูงอายุใกล้ตัวหรือหมั่นสังเกตอาการของตัวเองให้ดี ก็อาจะทำให้เรารู้ตัวได้เร็วและหาทางรักษาได้เพื่อบรรเทาอาการได้ค่ะ เพราะถึงแม้ว่าโรคในผู้สูงอายุนี้จะยังไม่มีทางรักษา แต่หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้เร็วก็จะช่วยยืดระยะเวลาของการเกิดโรคนี้ได้ โดยอาการเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ที่เราควรระวัง มีดังนี้ อาการเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ หลงลืมสิ่งที่เคยทำเป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่นการใส่เสื้อผ้าที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่อยู่ดี ๆ ก็ลืมไปว่าติดกระดุมอย่างไร หรือลืมใส่ชุดชั้นใน หรือแม้แต่เคยแต่งตัวเรียบร้อย แต่พอในระยะหลัง ๆ กลับแต่งตัวแปลกไป มีความรู้สึกแปลกไปจากเดิม แบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อที่จะได้ตรวจเช็คเบื้องต้นค่ะ หลงลืมมากกว่าปกติ การหลงลืมเล็ก ๆ น้อย ๆ ถือเป็นเรื่องปกติของผู้สูงอายุค่ะ แต่หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการหลงลืมมากกว่าปกติ เช่น 10 นาทีก่อนเพิ่งทานข้าวอิ่มแต่หลังจากนั้นก็ไปซื้อข้าวมากินใหม่ กินยาซ้ำ 4-5 ครั้งเพราะว่าลืมไปว่ากินยาแล้ว เพิ่งดื่มกาแฟหมดไปแต่กลับขอกาแฟแก้วใหม่โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้ดื่มกาแฟเลย แบบนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของอัลไซเมอร์ค่ะ ไม่รู้ตัวว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ปกติแล้วในทางการแพทย์จะมีการตรวจเช็คระบบประสาทของผู้ป่วยด้วยการถามคำถามง่าย ๆ เช่น วันนี้วันที่เท่าไหร่ เวลาอะไร ที่นี่ที่ไหน คุณเป็นใคร หากสมมุติว่าถ้าผู้ป่วยตอบคำถามผิดจากเดินไปมากอย่างนี้ก็ถือว่ามีปัญหาได้ค่ะ เพราะผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มักจะสับสนเรื่องเวลา สถานที่ ฤดูกาล […]

ดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง สุขภาพจิตใจดี

ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง - wellhealthcare

ทุกวันนี้สังคมไทยเรามีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทุกปี หลาย ๆ บ้านก็มีคุณพ่อคุณแม่ที่แก่ชรามากขึ้น หรือบางบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่ก็มีผู้สูงอายุหลายคนหลายรุ่นในบ้านด้วยค่ะ แน่นอนว่าการดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงทุกวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา เราเองก็ย่อมจะไม่สบายใจตามไปด้วย เพราะนอกจากจะกังวลกับอาการเจ็บป่วยของท่านแล้ว เราก็อาจจะต้องกังวลกับเรื่องค่ารักษาพยาบาลในแต่ละวันด้วยค่ะ ดังนั้นวันนี้ Wellhealthcare จึงนำวิธีการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรงแบบง่าย ๆ มาฝากกัน เพื่อที่จะได้ดูแลท่านได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพแข็งแรงได้ยาวนานค่ะ วิธีดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง จัดอาหารให้เหมาะสม ร่างกายของผู้สูงอายุนั้นเริ่มใช้พลังงานลดน้อยลงแล้ว ดังนั้นเราจึงควรจัดอาหารให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่ท่านทำในแต่วันค่ะ ซึ่งส่วนมากผู้สูงอายุนั้นไม่ค่อยจะทำกิจกรรมหนัก ๆ กันแล้ว อาหารที่เราจัดให้จึงไม่จำเป็นจะต้องมีพลังงานเยอะ ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมันลง เน้นอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อปลาและเสริมสารอาหารอื่น ๆ ด้วยผักและผลไม้ รวมถึงในขั้นตอนการประกอบอาหารก็ให้ใช้วิธีต้ม นึ่งหรือย่างเป็นหลัก และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดเนื่องจากอาจจะทำให้เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนได้ค่ะ ดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน ควรให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้วต่อวัน เพื่อลดอาการท้องผูก รวมถึงการดื่มน้ำสะอาดยังช่วยทำให้ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ทำงานได้ดี ส่งผลให้ท่านขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งเมื่อขับถ่ายเป็นปกติแล้วก็จะส่งผลไปถึงสภาพอารมณ์และจิตใจด้วยค่ะ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สำหรับผู้สูงอายุการได้ออกกำลังกายวันละนิดก็สามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้ค่ะ เพราะการบริหารร่างกายจะสามารถช่วยให้กระดูก กล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนเลือด การขับถ่าย และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุคือการเดินแกว่งแขนช้า ๆ ทำให้ได้ทุกวัน […]

ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ลดอาการปวดเข่า เข่าอักเสบ เดินไม่สะดวก เหยียดขาไม่ได้

ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม - wellhealthcare

โรคข้อเข่าเสื่อมและอาการปวดเข่าเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุค่ะ แต่ในบางครั้งก็สามารถพบได้ในคนที่อายุน้อย ๆ เช่นกันซึ่งสาเหตุส่วนมากของคนที่เป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยก็มาจากการใช้ขาหรือใช้เข่าที่ผิดวิธีค่ะ อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมมักเริ่มจากการปวดเข่าเมื่อใช้ไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ตอนเช้าที่เพิ่งตื่นนอนใหม่ ๆ อาจจะไม่มีอาการปวด แต่พอลุกขึ้นยืนหรือเดินไปสักพักก็จะเริ่มมีอาการ รวมถึงยังอาจจะมีการเดินเหินไม่สะดวก เหยียดขาไม่ได้ มีเสียงในข้อ เข่าบวม ขาบวม ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากกระดูกอ่อนที่ห่อหุ้มบริเวณเข่าของเรานั้นสึกกร่อนและทำให้เกิดอาการปวดเข่าขึ้นมาค่ะ หากเราไม่อยากให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อเมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ควรจะต้องทำตั้งแต่วันนี้นั่นก็คือการดูแลตัวเองค่ะ แล้วเราจะดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นโรค วันนี้ Wellhealthcare มี 5 เคล็ดลับช่วยป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมมาฝากกัน ไปดูกันดีกว่าว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ 5 วิธีป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม โรคข้อเสื่อม ลดน้ำหนัก สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลดน้ำหนักลงมาให้ได้ค่ะ เพราะคนที่มีน้ำหนักเยอะก็จะมีแรงกดบริเวณเข่าเยอะ ส่งผลทำให้เข่าของเราเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ ซึ่งหากเราสามารถลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ก็จะเป็นการช่วยถนอมหัวเข่า ลดแรงกดบริเวณเข่า ทำให้กระดูกบริเวณข้อเข่าไม่เสียดสีกันมากและเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ค่ะ เลือกรองเท้าให้เหมาะสม รองเท้าที่ดีคือรองเท้าที่ช่วยซัพพอร์ตเท้าและข้อเข่าของเราได้ค่ะ โดยเราอาจจะเลือกเป็นรองเท้าผ้าใบก็ได้ รองเท้าส้นเตี้ยหรือไม่มีส้นก็ได้ และยังควรเลือกแบบที่ใส่แล้วกระชับเท้า ไม่คับและไม่หลวมจนเกินไป เพราะการเลือกรองเท้าสามารถที่จะช่วยลดแรงกระแทกระหว่างตัวเรากับพื้นได้ ทำให้ช่วยชะลอหรือป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ค่ะ ระวังเรื่องท่านั่ง การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ นั่งคุกเข่า นั่งไขว่ห้างหรือการไขว้ขา การนั่งเหล่านี้ส่งผลทำให้เป็นการเพิ่มแรงกดที่เข่าและทำให้เข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ค่ะ ทางที่ดีก็แนะนำว่าให้นั่งเก้าอี้จะดีที่สุด ยิ่งสำหรับผู้สูงอายุยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษค่ะ เพราะวัยนี้เป็นวัยที่เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ง่ายอยู่แล้ว […]

นมแคลเซียมสูงใน 7-11 ช่วยเพิ่มความสูง บำรุงกระดูกและฟัน

นมที่มีแคลเซียมสูง  7-11 - wellhealtcare

นมถือเป็นอาหารผู้สูงอายุสำคัญที่สามารถช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรงขึ้นได้ เพราะว่าในนมนั้นมีสารอาหารสำคัญอย่าง แคลเซียม นั่นเองค่ะ แคลเซียม ถือเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เองและต้องรับผ่านทางการกินอาหารค่ะ โดยอาหารที่มีแคลเซียมสูงก็อย่างเช่น ปลาตัวเล็กตัวน้อย ผักใบเขียว หอยนางรม กุ้งแห้ง กะปิ และอาหารง่ายๆ ที่สามารถซื้อได้ในเซเว่นแถวบ้านก็คือนมกล่องนั่นเองค่ะ ในปัจจุบันนั้นนมกล่องหรือนมยูเอชทีในท้องตลาดนั้นมีออกมามากมายหลายสูตร ทั้งสูตรไขมันต่ำ สูตรไม่มีแลคโตส แต่สำหรับสาวๆ ที่ต้องการบำรุงกระดูกให้แข็งแรงนั้นก็ต้องมองหานมที่มีแคลเซียมสูงค่ะ ซึ่งวันนี้ Wellhealthcare ก็มี นมที่มีแคลเซียมสูง  7-11 และสามารถหาซื้อได้สะดวกมาฝากกันถึง 10 กล่องด้วยกันค่ะ แต่ละกล่งจะมีแคลเซียมมากขนาดไหนนั้น เราไปดูกันค่ะ Anlene – สูตรแคลเซียมเข้มข้น(แคลเซียม 100%) Meiji – High Protein(แคลเซียม 90%) Meiji – Gold Advance(แคลเซียม 50%) จิตรลดา – นม ยูเอชที รสจืด(แคลเซียม 30%) Foremost – นมยูเอชทีรสจืด(แคลเซียม 30%) Meiji – […]

โรคบ้านหมุน เวียนหัว อาการที่ไม่ควรมองข้าม !! เกิดจากอะไรและวิธีดูแลตนเองเมื่อมีอาการ

โรคบ้านหมุน เวียนหัว - wellhealthcare

ใครที่เคยมีอาการเวียนหัว มึนหัวบ่อย ๆ หรือบางคนที่เวียนหัวมากจนเหมือนบ้านหมุน คงเข้าใจถึงความทรมานนี้เป็นอย่างดี อาการนี้ดูเหมือนเป็นอาการทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นได้ บางคนเกิดอาการนี้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ในบางคนก็นานเป็นสัปดาห์ ซึ่งอาการเวียนหัว บ้านหมุนแบบนี้อาจเป็นที่มาของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้โดยเฉพาะกับคนที่ต้องเดินทางหรือขับรถเป็นประจำ คนที่ทำงานกับเครื่องจักรหรือผู้สูงอายุได้ค่ะ โดยอาการโรคบ้านหมุน เวียนหัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ผู้ป่วยรู้สึกว่าบ้านหมุน สิ่งแวดล้อมหมุน รู้สึกว่าสิ่งรอบ ๆ ตัวเรามีการเคลื่อนที่ ส่วนอีกแบบคือ ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองมีการหมุน ซึ่งในความเป็นจริงไม่ว่าจะทั้งตัวผู้ป่วยหรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบนั้นไม่มีการเคลื่อนที่เลย สาเหตุของอาการโรคบ้านหมุน เวียนหัว อาการโรคบ้านหมุน เวียนหัวแบบนี้ เกิดขึ้นจากหินทรงตัวหรือหินปูนที่เกาะกันในหูชั้นในเกิดการเคลื่อนตัวจากการเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น หรืออาจจะมาจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้เช่น ได้รับการกระแทกรุนแรงที่บริเวณศีรษะจนทำให้หินปูนแตกออกเป็นเม็ดเล็ก ๆ แล้วเคลื่อนไปอยู่ในท่อน้ำของหูชั้นใน และเกิดเป็นอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขึ้นมา หรือเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยสาเหตุการเกิดโรคนี้ยังไม่ชัดเจน แต่เมื่อเป็นแล้วจะทำให้ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง มีอาการหูอื้อ ได้ยินเสียงน้อยลง และมีเสียงในหู รวมถึงมีอาการเวียนศีรษะเหมือนบ้านกำลังหมุน ซุ่งหากใครที่มีอาการแบบนี้ก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ และนอกจากทั้ง 2 โรคที่กล่าวมาข้างต้น ก็ยังมีอีกโรคที่ทำให้เกิดอาการบ้นหมุนได้เช่นเดียวกัน นั่นก็คือ โรคเส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ ซึ่งโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสจากไข้หวัดแล้วลามไปติดที่เส้นประสาทการทรงตัว […]